
เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การการต้อนรับนายเกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่มีเรื่องใดที่จะต้องชี้แจงเป็นพิเศษ เพราะการดำเนินการของรัฐบาลไทยที่ผ่านมาทางสหรัฐอเมริการับทราบหมดแล้ว แต่ทั้งนี้ต้องดูว่าเขาจะคุยอะไรกับเราในเรื่องใดบ้าง เพราะที่ผ่านมามีการพบปะกันมาบ้างแล้วในตำแหน่งต่างๆของสหรัฐอเมริกา หากถามเรื่องความมั่นคงตนพร้อมที่จะตอบ เชื่อว่าไม่มีอะไรที่พิเศษ แต่ทางสหรัฐอเมริกายังคงต้องการให้ไทยกลับเป็นประชาธิปไตยโดยเร็ว ส่วนตนเห็นว่าเราก็เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว เพราะโรดแมปเราก็เดินมาไกล ทุกอย่างต้องมีการเลือกตั้ง
เมื่อถามว่าทางเอกอัครราชทูตสหรัฐฯจะพูดคุยเรื่องที่ประเทศไทยส่งผู้ลี้ภัยชาวจีน 2 คน กลับไปยังประเทศจีนเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมาหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรื่องนี้ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ชี้แจงบอกกับตนว่าเพิ่งจับคนจีน 2 คนได้เมื่อสองวันที่ผ่านมา ส่วนการออกบัตรผู้ลี้ภัยนั้นเขาไม่ทราบเรื่อง ทางสตม.จึงได้ตรวจสอบพบว่าทั้ง 2 คนมีคดีค้ามนุษย์อยู่ที่เมืองจีน เมื่อทางจีนประสานมาจึงต้องส่งตัวกลับประเทศตามปกติ อีกทั้งตนได้ชี้แจงต่อยูเอ็นเอชซีอาร์แล้วว่าทำทุกอย่างตามหลักสิทธิมนุษยชน ถ้าต่อไปในอนาคตหากจับกรณีแบบนี้ได้อีกตนจะสอบถามยูเอ็นเอชซีอาร์ก่อนทุกครั้ง แต่ยูเอ็นเอชซีอาร์เข้าใจดี เราได้ตกลงกันว่าจากนี้มีอะไรเกิดขึ้นในกรณีแบบนี้ตนจะสอบถามยูเอ็นเอชซีอาร์ก่อนทุกครั้ง
ด้านนายเกล็น เดวีล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า จากที่ทางการไทยส่งผู้ลี้ภัยชาวจีน2คนกลับไปยังประเทศจีนนั้น ทางสหรัฐอเมริการู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงว่าผู้ลี้ภัยทั้ง 2 คนอาจจะถูกดำเนินคดีหรือไม่ก็ถูกทรมาน
นายเกล็น เดวีล์ ยังกล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องทะเลจีนใต้ทางอเมริกาถือเป็นเรื่องสำคัญ จึงอยากให้ประเทศในภูมิภาคอาเซียนรวมถึงประเทศไทยเป็นผู้นำเพื่อให้จีนปฎิบัติตามพันธะกรณีและหวังว่าทางจีนคงไม่เพิ่มกำลังทหารไปทางเกาะหวังว่าจะไม่สร้างเกาะเพิ่มและนำทหารไปตามเกาะพร้อมทั้งอยากให้ทุกฝ่ายรวมถึงจีนร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างสันติ
เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างประเทศไทยกับอเมริกานั้น นายเกล็นกล่าวว่า เรามีความสัมพันธ์มานานกว่า 60 ปี ซึ่งหวังว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวของ 2 ประเทศจะคงดำเนินต่อไปได้ ในขณะที่การฝึกร่วม คอบร้าโกลด์ จะยังเกิดขึ้นแน่นอนในเดือนกุมพาพันธ์ในรูปแบบไลท์เยียร์เหมือนกับปีที่แล้ว การฝึกดังกล่าวจะเป็นการฝึกแบบพหุภาคีร่วมกันหลายประเทศ จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ร่วมกันฝึกทั้งยังเป็นโอกาสที่ดีที่จะช่วยเหลือในปัญหาด้านต่างๆเช่นปัญหาด้านภัยภิบัติและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
เมื่อถามว่ารู้สึกปลอดภัยไหมที่มาทำหน้าที่ในประเทศไทย นายเกล็นกล่าวว่า "รู้สึกปลอดภัยมีความปลอดภัยอย่างมาก"
ที่มา http://www.matichon.co.th/
0 ความคิดเห็น :
แสดงความคิดเห็น