วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

′ฟอร์ด′ค้นคว้านวัตกรรม แรงบันดาลใจจาก′ตุ๊กแก′



รายงานข่าวจาก เมืองเดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา แจ้งว่า ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เดินหน้าพัฒนาแนวความคิดใหม่ๆ ค้นคว้าวิจัยนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสารที่ใช้ยึดติดชิ้นส่วนภายในรถยนต์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากตุ๊กแก โดยฟอร์ดได้ทำงานร่วมกับบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล หรือพีแอนด์จี ค้นคว้าวิจัยดังกล่าว เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการค้นหาแนวทางใหม่ๆ สำหรับธุรกิจด้วยนวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติ 

ทีมค้นคว้าวิจัยฟอร์ดได้พยายามเสาะหาแนวทางการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้มีความยั่งยืนมาเป็นเวลานานหลายปีความท้าทายคือการพัฒนาสารยึดติดหรือกาวสำหรับเชื่อมวัสดุประเภทโฟมให้เข้ากับพลาสติกและโลหะ เนื่องจากสารยึดติดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทำให้วัสดุไม่สามารถแยกออกจากกันเพื่อนำไปรีไซเคิลต่อได้ จึงใช้แนวความคิดจากตุ๊กแก เนื่องจากผิวหนังบริเวณใต้เท้าของตุ๊กแกสามารถเกาะติดได้แทบทุกพื้นผิวโดยไม่ต้องอาศัยของเหลวหรือแรงตึงผิวใดๆและสัตว์เลื้อยคลานจำพวกนี้ก็ยังสามารถเคลื่อนย้ายร่างกายโดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ด้วย นอกจากนี้ ตุ๊กแกโตเต็มวัยมีน้ำหนักประมาณ 2.5 ออนซ์ ยังสามารถแบกรับน้ำหนักได้ถึง 293 ปอนด์

เดบบี้ มีเลฟสกี หัวหน้าอาวุโสฝ่ายเทคนิคสำหรับพลาสติกและการค้นคว้าวิจัยเพื่อความยั่งยืนของฟอร์ด กล่าวว่า ฟอร์ดค้นคว้านวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติโดยใช้ตุ๊กแกเป็นกรณีศึกษา การพัฒนาสารยึดติดแบบใหม่จะช่วยประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยให้เราเพิ่มอัตราการรีไซเคิลให้กับพลาสติกและโฟม จะช่วยลดรอยเท้าในเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environmental Footprint) ได้อีกด้วย
มีเลฟสกีกล่าวว่า หลังจากฟอร์ดได้รับแรงบันดาลใจในเรื่องแนวคิดนวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาตินี้ จึงได้จัดการอภิปรายเรื่องดังกล่าวขึ้นที่สำนักงานเขตเดียร์บอร์น โดยร่วมกับบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล และสถาบันด้านนวัตกรรมการเลียนแบบธรรมชาติ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และมุ่งมั่นสนับสนุนการค้นคว้าอ้างอิงจากวิถีทางธรรมชาติ พร้อมมองหาแนวทางตอบโจทย์ความท้าทายต่างๆ ในยุคปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน ทีมนักค้นคว้าวิจัยและนักออกแบบเกือบ 200 คนได้เข้าร่วมการประชุมที่ยาวนานหนึ่งวัน เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมการลอกเลียนแบบจากธรรมชาติและศึกษากลวิธีเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับงานของตน

เกร็ทเชนฮุกเกอร์ ผู้จัดการโครงการความท้าทายด้านการออกแบบที่สถาบันด้านนวัตกรรมการลอกเลียนแบบจากธรรมชาติ กล่าวว่า แนวคิดการลอกเลียนแบบธรรมชาติไม่ใช่สิ่งใหม่ รถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นในประเทศญี่ปุ่นเองก็ได้รับแรงบันดาลใจจากนกกระเต็น แถบตีนตุ๊กแกก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเมล็ดพืชมีหนามที่มักติดมาตามเสื้อผ้า เข็มฉีดยาที่ใช้ทางการแพทย์ก็ได้รับการพัฒนามาจากยุง ความสนใจแนวคิดด้านนี้มีเพิ่มมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมพุ่งสูงขึ้น

ฮุกเกอร์กล่าวว่า ฟอร์ดและพีแอนด์จี เป็นบริษัทแรกๆ ที่ร่วมสร้างความท้าทายใหม่กับทั้งพนักงานและองค์กร นอกเหนือจากการรีไซเคิลแล้ว ทีมนักออกแบบฟอร์ดยังได้พยายามค้นคว้ามานานกว่าทศวรรษ เพื่อคิดค้นเทคโนโลยีได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และความสำเร็จล่าสุดที่ได้คือ การผลิตเส้นด้ายสำหรับวัสดุเบาะรถและผ้าคลุมเพดานด้านในรถ ฟอร์ดเป็นบริษัทผลิตรถยนต์เพียงแห่งเดียวที่นำไฟเบอร์ตระกูลรีเพรฟ (REPREVE) คุณภาพสูงจากบริษัท ยูนิฟาย (Unifi) มาใช้ในรถยนต์ 

วัสดุทั้งหมดนี้ทำมาจากผลิตภัณฑ์รีไซเคิลรวมถึงขวดพลาสติก ฟอร์ดได้ใช้ไฟเบอร์ตระกูล REPREVE สำหรับการผลิตรถยนต์ทั่วโลกรวม 5 รุ่น ได้แก่ ฟอร์ด เอฟ-150 ฟอร์ด เอ็กซ์พลอเรอร์ ฟอร์ด เอดจ์ ฟอร์ด โฟกัส อิเล็กทริก และฟอร์ด ฟิวชั่น การเลือกใช้ไฟเบอร์ตระกูล REPREVE นี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นช่วยลดปริมาณ และลดอัตราการใช้วัสดุ และการช่วยรีไซเคิลชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ สิ่งเหล่านี้นับเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของบริษัทรถยนต์ทั่วโลกในการร่วมกันลดรอยเท้าทางนิเวศ

ผู้แทนนักวิจัยรายหนึ่งกล่าวว่าทีมนักออกแบบฟอร์ดกำลังมองหาแนวทางในการขยายเจตนารมณ์ศึกษาสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติและนำมาพัฒนาวัสดุยั่งยืนในอุตสาหกรรมรถยนต์ การศึกษาข้อมูลจากตุ๊กแกอาจสร้างแรงบันดาลใจด้านเทคโนโลยีวัสดุผ้า และเปลี่ยนแปลงการออกแบบห้องโดยสารภายในของฟอร์ดได้ต่อไปขณะที่เรามุ่งมั่นลดอัตราการเกิดรอยเท้าในระบบนิเวศการประยุกต์ใช้แนวทางแบบองค์รวมและการเลียนแบบธรรมชาตินี้เป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะธรรมชาติทำให้การออกแบบเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยที่สุด

"การพัฒนาสารยึดติดแบบใหม่จะช่วยประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอีกทั้งยังช่วยให้เราเพิ่มอัตราการรีไซเคิลให้กับพลาสติกและโฟม จะช่วยลดรอยเท้าในเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environmental Footprint) ได้อีกด้วย" ผู้แทนนักวิจัยกล่าว
  ที่มา    http://www.matichon.co.th/

0 ความคิดเห็น :

แสดงความคิดเห็น