จากการลงพื้นที่สำรวจวังน้ำเขียวของ "ประชาชาติธุรกิจ" ในช่วงปลายฝนต้นหนาว พบว่า ผลไม้ที่เป็นของขึ้นชื่อของวังน้ำเขียวก็คือ "พุทรานมสด" ที่ปลูกโดยการรดด้วยปุ๋ยที่ทำจากหางนมสด ประกอบกับสภาพอากาศเย็นของวังน้ำเขียว ทำให้พุทรานมสดของที่นี่หวานกรอบอร่อย แตกต่างกับพุทราที่ปลูกด้วยวิธีทั่วไป
โดยพุทรานมสดของวังน้ำเขียวจะมีผลผลิตในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมเป็นช่วงสิ้นฤดูฝนและเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของวังน้ำเขียวพอดีจึงเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยวจำนวนมากราคาประมาณกิโลกรัมละ60-100 บาท ซึ่งมูลค่าของพุทรานมสดนี้ปีหนึ่ง ๆ ไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาท ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ปลูกราวร้อยราย รายละ 3-4 ไร่
อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามแหล่งข่าวในพื้นที่พบว่า ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนในปีนี้ ที่แม้จะสิ้นฤดูฝนแล้วแต่ยังมีฝนตกอยู่ ทำให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตพุทรานมสดต้องเลื่อนออกไป หรือมีผลผลิตออกมาน้อย เพราะความหวานยังไม่ได้ตามที่ต้องการ เว้นแต่บางสวนที่ตัดก่อน แต่ความเป็นจริง ในช่วงเวลาดังกล่าวก็มีพุทราวางขายเต็มสองข้างทางแล้ว
แหล่งข่าวในพื้นที่รายหนึ่ง กล่าวว่า สาเหตุที่เห็นพุทรานมสดวางขายเต็มไปหมดทั้งที่ยังไม่ได้เวลาที่เหมาะสม เพราะมีผู้ค้าส่วนหนึ่งไปนำผลผลิตมาจากที่อื่น เช่น จากจังหวัดศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ หรือกระทั่งตลาดไท ซึ่งหลายแห่งเป็นพุทราที่ปลูกด้วยวิธีธรรมดา มาจำหน่ายในราคาเท่ากับพุทรานมสดซึ่งมีต้นทุนสูงกว่ามาก
"แน่นอนว่าการนำสินค้าจากที่อื่นมาจำหน่ายนั้นไม่ผิดแต่ควรแจ้งผู้บริโภคว่าเอามาจากที่ไหนเพราะบางครั้งที่อื่นซื้อมากิโลฯละ20บาท แต่เอามาขายที่วังน้ำเขียวกิโลฯละ 60-70 บาท ซึ่งรสชาติผิดกัน บางทีผู้บริโภคซื้อของไม่แท้ไป กินไม่อร่อยก็เสียชื่อ จึงน่าเป็นห่วงว่าจะทำลายแบรนด์วังน้ำเขียวได้" แหล่งข่าวกล่าว
นอกจากพุทราต่างถิ่นจะทะลักเข้ามาสวมรอยแล้วอีกปรากฏการณ์ล่าสุดก็คือพืชต่างถิ่นอย่าง"สตรอว์เบอรี่"ก็ถูกนำมาปลูกที่อำเภอวังน้ำเขียว และอำเภอปากช่อง โดยมีแปลงปลูกสตรอว์เบอรี่ขนาดย่อม ๆ เกิดขึ้นหลายแปลง ส่วนใหญ่เป็นแปลงขนาดเล็กประมาณ 3-4 ไร่ หรือเป็นเรือนปลูกเล็ก ๆ ส่วนใหญ่อยู่ริมถนนที่มีนักท่องเที่ยวสัญจรผ่านไปมา ทั้งยังมีการตกแต่งพื้นที่ให้ดูสวยงามสำหรับให้นักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูป และเก็บค่าเข้าคนละ 20 บาท
ทั้งนี้ ผู้ปลูกส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้งจากจังหวัดเชียงใหม่ ที่มาเช่าพื้นที่ปลูกจากชาวบ้านได้ประมาณ 2 ปีแล้วโดยเริ่มตั้งแต่ปี 2557 ปีแรกมีเกษตรกร 2 ราย เมื่อทำรายได้ดีปีนี้จึงเพิ่มขึ้นเป็น 20-30 ราย โดยจะใช้วิธีเช่าพื้นที่จากชาวบ้าน ซึ่งทำการเกษตรไม่ค่อยได้ผล ในราคาไร่ละ 5,000 บาท ระยะเวลาครั้งละ 5-6 เดือนในช่วงไฮซีซั่น
สำหรับต้นพันธุ์ หรือไหลสตรอว์เบอรี่นั้น จะนำมาจากจังหวัดเชียงใหม่ โดยปีที่ผ่านมาสามารถจำหน่ายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 600-800 บาท ส่วนปีนี้คาดว่าราคาจะอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 500 บาท ซึ่งผลผลิตที่แท้จริงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงมีการนำผลผลิตส่วนหนึ่งมาจากเชียงใหม่มาวางจำหน่ายที่นี่ด้วย
แหล่งข่าวกล่าวว่า แม้สตรอว์เบอรี่จะช่วยดึงดูดให้คนมาท่องเที่ยววังน้ำเขียวได้ แต่เนื่องจากกระบวนการปลูกต้องใช้น้ำในปริมาณมาก ขณะที่ปีนี้วังน้ำเขียวค่อนข้างแล้ง จึงอาจแย่งน้ำจากชุมชนได้ อีกทั้งยังต้องใช้สารเคมีเยอะเพื่อให้ผลผลิตรูปร่างสวยงาม ในระยะยาวจึงเป็นกังวลเรื่องการสะสมยาฆ่าแมลงในดินหรือแหล่งน้ำ ซึ่งจะทำลายสภาพแวดล้อมของวังน้ำเขียวที่เป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผักที่สำคัญได้
"ชาวบ้านวังน้ำเขียวยังไม่มีใครปลูกสตรอว์เบอรี่ เพราะยังไม่มีองค์ความรู้ และตอนนี้คนในชุมชนก็ยังไม่ตระหนักถึงภัยตรงนี้ แต่หากเรามองแต่ผลประโยชน์ระยะสั้น ที่มันไม่ยั่งยืน วันหนึ่งถ้าเราจะตายแล้วมันจะตายทั้งระบบ ถ้าคำว่าวังน้ำเขียวเจ๊ง การท่องเที่ยวจะตาย รีสอร์ตตาย เกษตรกรก็ตายหมด"
พ่ายทุนใหญ่ไร้แรงงาน
"ธนภณ ณภัทรธงชัย" ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำเขียว กล่าวว่า พืชเกษตรอีกชนิดที่มีชื่อเสียงของวังน้ำเขียวก็คือ เห็ด ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่วังน้ำเขียวปลูกกันมาก โดยเฉพาะใน อบต.ไทยสามัคคี แต่ปัจจุบันผลผลิตที่วางจำหน่ายกว่า 80% ล้วนมาจากฟาร์มขนาดใหญ่มากกว่าเกษตรกรรายย่อย เนื่องจากการดูแลต้องอาศัยความพิถีพิถันค่อนข้างมาก รวมทั้งต้นทุนที่สูง ทำให้เกษตรกรหลายรายหันไปเป็นลูกจ้างของฟาร์มใหญ่ ๆ หรือเปลี่ยนไปทำรีสอร์ต ที่พัก ซึ่งมีรายได้ดีกว่าแทน
นอกจากนี้ ชาววังน้ำเขียวรุ่นใหม่ เมื่อเรียนจบต่างก็มุ่งหน้าหางานทำในเมืองใหญ่ หรือเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม แทบไม่มีใครกลับมาทำงานที่นี่อีกแล้ว ทำให้วังน้ำเขียวประสบปัญหาแรงงานภาคเกษตรไม่เพียงพอ จำเป็นต้องพึ่งแรงงานต่างด้าวแทน
ทั้งนี้ สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากผู้ค้าเห็ดโคนญี่ปุ่นว่า เห็ดหลายชนิดที่วางจำหน่ายที่วังน้ำเขียว อาทิ เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดนางฟ้า ส่วนใหญ่นำมาจากฟาร์มเห็ดในจังหวัดบุรีรัมย์ เพราะในระยะหลังนี้วังน้ำเขียวผลิตได้ไม่เพียงพอกับออร์เดอร์ที่เข้ามาจำนวนมาก
นอกจากนั้นยังมีจุดเปลี่ยนสำคัญเพราะปัจจุบันวังน้ำเขียวถูกทุนใหญ่รุกเข้ามาใช้ที่ดินใช้ทรัพยากรต่างๆแม้ในช่วงแรกเริ่มชาวบ้านจะรู้สึกเหมือนได้เข้าถึงแหล่งทุน แต่ด้วยระบบวิธีคิดและเงินทุนที่แตกต่างกัน ทำให้ทุนใหญ่ ๆ เริ่มพัฒนา มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ และต่อยอดผลิตภัณฑ์จนประสบความสำเร็จ ขณะที่ชาวบ้านหลายรายล้มเลิกไป หรือเข้าสู่ระบบทุนใหญ่แทน สุดท้ายแล้วเกษตรกรรายย่อยอาจอยู่ไม่ได้
นี่คือ ความเปราะบางที่แฝงอยู่ในภาคการเกษตรของดินแดนวังน้ำเขียว...!
ที่มา www.prachachat.net/
0 ความคิดเห็น :
แสดงความคิดเห็น