วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558

'ชาม' โต้สินสอด 100 ล้าน 'เจมส์' หยอดคำซึ้ง "เธอคือผู้หญิงในฝันตั้งแต่เด็ก"


 ได้ฤกษ์ดีเข้าประตูวิวาห์ไปอีกคู่ โดยในค่ำคืนวันนี้ ชาม โอสถานนท์ และหวานใจต่างชาติออสเตรเลีย โธมัส-เจมส์ แอรอน โธมัส โดยทั้งคู่เปิดใจในงานฉลองมงคลสมรสที่โรงแรมแกรน ไฮเอท เอราวัณ ว่า
"ความรู้สึกวันนี้นะคะ จริงๆ มันมีหลายความรู้สึกรวมกันมากๆ เลยค่ะ ความรู้สึกตอนแรกเหนื่อยสุดๆ แต่พอมาถึงจุดๆ นี้แล้ว รู้สึกว่าทุกคนรักชามมากจริงๆ รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่มีพี่ๆ เพื่อนๆ มาช่วยกัน ก็เลยรู้สึกถึงความรักทั้งหมดที่ทุกคนมีให้ทั้งชามและเจมส์ และทำให้ชามมีความสุขมากๆ เลยค่ะ และหายเหนื่อยเลย"
ความรู้สึกตอนเจมส์แห่ขันหมากมา?
"ตอนแรกตื่นเต้นมาก ไม่รู้ว่างานจะเสร็จทันรึเปล่า จนลืมทำให้ตัวเองมีความสุข แต่พอได้มีโอกาสเห็นภาพที่เค้ายิงเข้ามา ชามก็จะเห็นภาพว่าทุกอย่างเริ่มแล้ว เพื่อนๆ เจ้าบ่าวจากออสเตรเลีย รู้สึกอบอุ่นมาก แล้วได้เห็นบรรยากาศที่เรา 2 คนโตมาด้วยกัน นั่นก็คือโรงเรียนอินเตอร์เนชั่นแนล สคูล แบงคอก เพราะชามเรียนที่นั่นตั้งแต่อนุบาลถึงเกรด 12 แล้วเจอกับเจมส์ตอนที่เจมส์ย้ายมาตอนเกรด 6 หรือเทียบเท่า ป.6 ทำให้ลืมความเครียดและความกังวลทั้งหมด แฮปปี้มากๆ ภารกิจต่างๆ ที่เค้าต้องทำ มันทั้งสนุกบ้างและตลกบ้าง ก็สงสารเจมส์เหมือนกัน เพราะมีให้ทำท่าวิดพื้นแล้วลุกขึ้นมาตบมือและสั่งสั่ง 20 ครั้ง เป็นด่านสุดท้าย ของญาติชามเอง ได้ยินก็ตกใจเหมือนกัน กลัวไม่ผ่านประตู (หัวเราะ) แต่เค้าก็ทำได้ สนุกค่ะ ส่วนประตูพี่แคทรู้สึกแฮปปี้มากนะคะ จริงๆ ไม่รู้ว่าพี่แคทจะเล่นแบบนั้น เหมือนเอาซะซึ้งเลย เจมส์ก็เป็นคนที่ไม่ค่อยเตี๊ยมอะไร เวลาที่ชามให้เตี๊ยม เค้าก็จะไม่ยอม ขอพูดจากใจได้มั้ย ชามก็โอเค มันออกมาจากใจเค้าที่สื่อถึงเรา นิสัยเจมส์เป็นคนที่ไม่เฟคค่ะ"

เจมส์เผยความรู้สึกว่า "ตอนที่ต้องผ่านประตูเงินประตูทองก็ไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไร แต่ละประตูมันอยู่ในการควบคุมของเพื่อนๆ ชาม ครอบครัวชาม ว่าใครจะให้ทำอะไรกันบ้าง เจอประตูที่ต้องถามความรู้สึกว่าชามชอบอะไร ซึ่งเค้ารู้คำตอบอยู่แล้ว เค้าก็อาจจะลืมบ้าง ประตูแรกตื่นเต้นสุดๆ พอได้ทำอะไรหลายๆ อย่าง ต่อยมวย วิดพื้น โชว์พละกำลัง ซึ่งมันยากมากเพราะใส่สูทใส่โจงกระเบน แต่ก็ทำเต็มที่ และประตูสุดท้ายให้ร้องเพลง ซึ่งเป็นเพลงของเรา แบล็คแอทวัน เค้าจำเนื้อได้อยู่แล้ว แต่เมื่อคืนคุยกัน เค้าบอกว่า ณ ตอนนั้นเค้าจำไม่ได้เลย แล้วเหมือนทุกคนจ้องเค้าอยู่ รอให้เค้าร้องเพลง ในที่สุดก็ร้องได้"



เริ่มกลับมาคุยกัน จีบกันตอนไหน?
"รู้จักกันมาตั้งแต่อายุ 11 ค่ะ ตอนนั้นเจมส์ดังในโรงเรียน เค้าเป็นนักกีฬา หลายคนรู้จักเค้า เหมือนเป็นพระเอกหนังค่ะ ประมาณนั้น ชามไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกับเค้าตลอดเวลา เวลาที่จะเรียนก็ไม่ได้เรียนตรงกัน เดินเรียน จนกระทั่งได้มาเจอกันในวิชาคลาสเต้น ได้คุยกัน รู้จักกันแต่ไม่สนิทกันมากมาย ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน แต่ก็ได้เจอหน้ากันทุกวัน หลังจากเรียนจบก็ไม่ได้เจอกันเกือบ 10 ปี เหมือนโชคชะตา จังหวะชีวิต มันคลาดกันตลอด เวลาเค้าจะมาเมืองไทยนัดกันว่ามาเจอกัน เราก็ติดถ่ายละคร แล้วพอเรามาถึงกรุงเทพฯ เค้าก็รีบกลับไปทำงาน ก็คลาดกันประมาณ 5-6 ครั้งในตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา แต่ก็คุยกันอยู่เรื่อยๆ ทุกเทศกาลที่ผ่านมา จนวันนึงว่างพร้อมกันมั้งคะ แล้วเค้าก็ทักเฟซบุ๊กชามมา คุยกันไปคุยกันมามันก็คลิกกันค่ะ แล้วหลังจากที่คุยกับแบบไม่ใช่ความเป็นเพื่อนนะคะ คุยไปเรื่อยๆ แค่ 2 วัน ชามก็รู้ว่าจะต้องแต่งงานกับเค้า"

อะไรที่บอกว่าคือเค้า?
"ภาพตอนเด็กๆ ที่ชามมองเค้า ชามคิดว่าเค้าเป็นคนซ่าๆ แนวลุยๆ แต่พอได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเค้า เค้าน่ารัก ใจอ่อนมาก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการไว้ เรามองว่าภาพเค้าไม่ใช่ แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างที่เราต้องการอยู่ที่ตัวเค้าหมด"
โมเมนต์ขอแต่งงาน?
"เราเคยคุยกันไว้หมดแล้ว เจมส์บอกว่า ไอไปไหนไม่ได้แล้วแหละ เพราะเจอคนที่ใช่แล้ว ชามก็ไม่นึกว่าเค้าจะขอเร็วขนาดนี้ด้วย และไม่คิดว่าจะจัดเซอร์ไพรส์ให้ชามในวันเกิด คือชามเป็นคนไม่จัดวันเกิดอยู่แล้ว และเค้าต้องทำงานหนักมาก คุยกับแม่ชาม ผู้จัดการ ว่าจะนัดยังไงให้ชามเซอร์ไพรส์ นัดเพื่อนๆ พี่ๆ ให้มาหมดเลย ชามคิดว่าเป็นการจัดวันเกิดธรรมดา ในที่สุดเค้าก็คุกเข่าขอแต่งงาน ดีใจค่ะ"

สินสอดอลังการร้อยล้าน?
"หูย เอามาจากไหน ไม่ค่ะ คือเราคุยกันไว้แล้ว บ้านชามไม่เรียกร้องอะไร แต่นับจากวินาทีนี้ไป เค้าทำได้เท่าไหร่ให้ชามหมด (ยิ้ม) จริงๆ มันเป็นไอเดียของเค้า ที่บ้านชามรักเจมส์ เค้าเป็นคนที่แข็งแกร่ง สร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง และได้มายืนตรงจุดนี้ ชามว่าชามฝากชีวิตไว้กับเค้าได้"

แต่งงานแล้วจะอยู่ที่ไหน?
"ตั้งแต่ที่เจมส์จบเกรด 12 เค้าอยากจะกลับมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เค้าเลยพยายามที่จะเรียนและหางานที่จะโยงกับเมืองไทยได้ เลือกที่จะทำโซลาร์ เพราะประเทศไทยเหมาะที่จะทำเกี่ยวกับโซลาร์ ติดต่อได้นะคะ เค้าดีไซส์เอง ทำเองทุกอย่าง เป็นธุรกิจที่มาเปิดที่เมืองไทย และมีที่ออสเตรเลียด้วย ตอนนี้ก็จะย้ายมาอยู่ที่เมืองไทยแล้ว"

เรือนหอล่ะ?
"ด้วยความที่ชามเป็นลูกคนเดียว หลานสาวคนเดียวของปู่ย่าตายาย ก็มีกฎอยู่อย่างนึงคือลูกเขยต้องย้ายเข้าบ้าน ตอนแรกคิดว่ายาก จะได้แต่งมั้ย แต่เค้าเป็นคนที่โอเคมากๆ แล้วก็เข้ากับครอบครัวของฉันได้ค่ะ ก็ย้ายเข้าบ้าน"

จะมีน้องเลยมั้ย?
"ก็รอดูก่อน แต่เจมส์เค้าบอกเค้าพร้อมทุกเมื่อ ชามยังติดละครอยู่เรื่องนึง มีทายาทอสูรช่อง 3 เรื่องนั้นจบค่อยว่ากัน ด้วยความที่เป็นลูกคนเดียว ชามจะไม่มีทางมีลูกคนเดียวแน่นอนค่ะ ชามจะมี 2 คน อยากได้ลูกแฝด ส่วนเจมส์อยากจะมี 2 คน หรือมากกว่านั้น"



 ให้คำมั่นสัญญาอะไรกัน?
"ก็เมื่อวานให้คำสัญญาที่โรงเรียนว่าจะรักคนนี้ตลอดไป ส่วนเจมส์สัญญาว่าจะไม่ทำให้ชามเสียใจ จะไม่ทำให้ชามร้องไห้ จะดูแลตลอดไป และจะอยู่ด้วยกันชาตินี้และทุกชาติไป"

จะยังทำงานในวงการบันเทิงมั้ย?
"เจมส์ทราบว่ามันเป็นสิ่งที่ชามรัก ไม่ห้ามในการที่ชามจะตัดสินใจในการทำงานอะไรแต่ก็ต่อจากนี้ไปไม่ว่าจะเป็นอะไรที่เข้ามา เราก็จะปรึกษากัน เพราะว่าเราไม่ใช่ตัวคนเดียวแล้ว เรื่องงานเซ็กซี่เราจะคุยกันอยู่แล้ว พอแต่งงานแล้วชามทราบว่าต้องทำอะไร"

รักษาความรักกันยังไงเวลาที่อยู่กันคนละที่?
"ช่วงที่คบกันและที่อยู่ต่างประเทศ มันเป็นช่วงเวลาที่ยากนะคะ มันต้องใช้ความรักและความอดทน ความเข้าใจกันมากๆ โชคดีนะคะที่ตอนนี้เราโตกันมาในยุคที่มี FaceTime มีสไตล์เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่จะช่วยให้ความรักมันยืดยาวไปได้ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงยากกว่านี้ แต่ชามเชื่อว่าการพบกันระยะไกลมันเป็นสิ่งที่ยากและทรมานมาก แต่ถ้าผ่านไปได้ เราสามารถผ่านทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยกันได้แน่นอนค่ะ"

เจมส์เผยว่า "เป็นสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต แต่สิ่งที่ทำให้เขามีกำลังใจมากก็คือการที่ชามตอบคำถามชีวิตว่าในที่สุดแล้วเขาจะต้องลงเอยกับใคร แล้วเวลาที่เค้าได้คำตอบ ทุกอย่างมันก็ดูเหมือนง่ายไปเลย"


เปิดใจกับสื่อมวลชน



ฮันนีมูนที่ไหน?
"ยังไม่รู้เลยค่ะ เพราะมัวแต่ยุ่งงานแต่งอยู่ ยังไม่ได้แพลนเลยค่ะ แต่ว่าเจมส์เค้าชอบทะเล ก็คงจะไปที่ไหนซักที่ที่เกี่ยวกับทะเลค่ะ"

"จริงๆ ที่อยากจะพูดอีกเรื่องมันเป็นสิ่งที่แปลกมาก ชามให้หมดความศรัทธากับความรักไปพักหนึ่งแล้ว ฉันคิดว่าความรักที่เราต้องการที่แท้จริงมันไม่สามารถที่จะเจอได้ แต่ว่าเจมส์เป็นคนที่ชามแอบชอบมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่แค่ชามหรอก มีหลายๆ คนที่แอบชอบเค้า แล้วเราก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรอยู่แล้ว เพราะเราเป็นผู้หญิง แต่พอ 10 ปีให้หลังเจมส์เขาก็มาสารภาพว่าตัวเค้าเองก็ชอบชามมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน แต่ก็ไม่คิดว่าคนไทยจะไปลงเอยกับฝรั่ง ไม่กล้าที่จะทำร้ายตัวเองโดยการเข้ามาจีบ เค้าก็เลยรอไป มันเหมือนในหนัง 10 ปีความลับเปิดเผย แล้วทุกอย่างมันก็เลยเร็วได้ เลยขอแต่งงานค่ะ"

เจมส์อยากจะบอกอะไรชาม?
"ชามเป็นฝันของผมมาตั้งแต่เด็ก ไม่คิดว่าฝันนี้จะเกิดขึ้นกับเขา เหมือนยังอยู่ในความฝันอยู่ เค้ารู้เลยไม่เคยคิดว่าจะมองหรือไปอยู่กับผู้หญิงคนไหนได้"

ทำไมใส่ชุดไทยแถลงข่าว?
"ชุดไทยของชามเป็นของฟินนาเล่สตูดิโอ ซึ่งจริงๆ แล้วเวลาที่ชามไปงานต่างประเทศชามก็จะใช้ชุดที่นี่สำหรับชุดไทยนะคะ สำหรับชามไม่ใช่แค่ชอบอย่างเดียว แต่มันสวยจริงๆ ชุดไทยต้องนั่งแล้วใส่สบายด้วย บางชุดใส่แล้วนั่งไม่ได้ แต่สำหรับชุดนี้มันสบายมากๆ เลย และการทำก็ละเอียดมากๆ ชามรู้สึกภูมิใจในความเป็นไทย ชามถึงเลือกที่จะใส่ชุดไทยในวันแถลงข่าว และเจมส์เองก็ชอบชุดไทย เลยบอกว่าเวลาแถลงข่าวยูอย่าใส่ชุดอื่นนะ เพราะเค้าชอบเวลาที่ชามใส่ชุดไทยมากที่สุดค่ะ"

ธีมงานวันนี้?
"ชามเริ่มตั้งแต่การ์ดแต่งงานแล้ว เป็นไอเดียของทางคุณแม่ชาม ทั้งครอบครัวเป็นครอบครัวเฮฮาค่ะ การ์ดแต่งงานอยากให้เปิดออกมาแล้วหัวเราะทันทีเลยนั่นแหละค่ะ Theme ของงานชาม ชามอยากให้มันเป็นอะไรที่ทุกคนมาแล้วมีความสุขทุกคน ยิ้มกันได้ตลอดเวลา เวลามาในงานก็จะมีย้อนวันวานเรื่องราวของเรา 2 คนในวัยเรียน ก็จะมีลูกอมเข้ามาตั้งบูธให้ตรงนี้ ซึ่งตอนเด็กๆ เราจะชอบการที่โรงเรียนมีรูปผมถ่ายสติกเกอร์ ทุกอย่างอยู่ในวัยเรียนและมีโบลิ่งที่เขาขอแต่งงานชามด้วย และมีมงกุฎให้ใส่ถ่ายรูปสายสะพายด้วย Theme งานอยากให้สนุก ส่วนสีเป็นสีเขียวทอง ซึ่งเป็นสีของออสเตรเลีย ในเมื่อเขาพร้อมที่จะทำให้ตัวเองเป็นฝรั่งหัวใจไทยแล้ว ชามก็อยากจะตอบแทนทางญาติพี่น้องของเขา เพื่อนๆ ของเค้าที่บินมาโดยการทำให้ Theme งานเป็นออกสีทองเขียวออสเตรเลีย".

  ที่มา www.thairath.co.th

0 ความคิดเห็น :

แสดงความคิดเห็น